You're not alone

วันจันทร์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

วันนี้ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน

อากาศวันนี้23°C ลม: ทิศตะวันตก ที่ 3 กม./ชม. ความชื้น: 73%

ใกล้ปีใหม่แล้วเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเดือนแต่ล่ะเดือนไม่เท่ากัน

        อดีตพวกโรมันสร้างปฎิทินโดยมี 10 เดือน เริ่มจากเดือนมีนาคม (March) เป็นเดือนแรก ชื่อ March ก็มาจากคำว่า Mars ดาวอังคาร เทพเจ้าแห่งสงคราม ซึ่งชาวโรมันยกย่องมาก (เพราะพวกโรมันชอบรบ)
หลักฐานที่ยังเหลืออยู่ก็คือชื่อเดือนกันยายน-ธันวาคม ในภาษาอังกฤษคือ September October November December มาจากคำว่า Sept- Oct- Nov- Dec- ซึ่งแปลว่า 7 8 9 10 นั่นเอง (ตรงกับคำสันสกฤตว่า สัปตะ อัฏฐะ นว ทศ) ซึ่งถ้าลองนับจากเดือนมีนาคม เดือนกันยายนก็จะเป็นเดือนที่ 7 จริงๆ ต่อมาจึงได้เพิ่มเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์ขึ้นมาทีหลัง จนเป็น 12 เดือน (แล้วมาเปลี่ยนให้สองเดือนนี้อยู่เป็นเดือนแรกของปี ตามศาสนาคริสต์)

โดยกำหนดให้เดือนคี่มี 31 วัน เดือนคู่มี 30 วัน (ผิดกับปฏิทินจันทรคติของไทย ให้เดือนคี่เป็นเดือนขาดมี 29 วัน เดือนคู่มี 30 วัน) แต่ถ้าตามนั้นจะมี 366 วัน เกิน 365 วัน เลยใช้วิธีตัดวันในเดือน ก.พ. ซึ่งตอนนั้นเป็นเดือนสุดท้ายออก 1 วัน เพื่อให้เป็น 365 วัน

พอมาสมัยออกุสตุส ซีซาร์ ซึ่งครองอำนาจต่อจากจูเลียส ซีซาร์ เห็นว่าจูเลียส ซีซาร์ เอาชื่อตัวเองไปตั้งเป็นชื่อเดือน July (กรกฎาคม) ก็เลยกลัวน้อยหน้า เอาชื่อตัวเองมาตั้งเป็นเดือน August (สิงหาคม) ต่อจาก July และเพื่อให้เกียรติยศเสมอกัน พี่แกเลยปรับให้เดือนสิงหาคมมี 31 วัน (จากเดิมต้องมี 30 วันเนื่องจากเป็นเดือนคู่) ด้วย แล้วจากนั้นก็สลับให้เดือนต่อๆ ไปมี 30-31 วัน ปรากฎว่าเกินอีก เลยไปตัดเดือน ก.พ. เข้าอีกวัน เดือน ก.พ. ก็เลยเหลือแค่ 28 วันตามนี้

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องปฏิทิน

           ในสมัยโบราณการนับวันเดือนปี ถือการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลักเรียกว่า จันทรคติ ปีจันทรคติปรกติมี ๓๕๔ วัน ปีมีอธิกวาร มี ๓๕๕ วัน ถ้าเป็นปีอธิกมาศ (เดือนแปดสองหน) จะมี ๓๘๔ วันเพื่อชดเชยวันที่ขาดหายไป ต่อมาจึงมีวิธีนับวันเดือนปีตามการหมุนเวียนของโลกรอบดวงอาทิตย์ เรียกว่า สุริยคติ ระยะเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์รอบหนึ่งปรกติประมาณ ๓๖๕ วัน ๕ ชั่วโมง ๔๙ นาที ปีสุรคติกับจันทรคติ จึงผิดกันอยู่ปีละประมาณ ๑๐ – ๑๑ วันเศษ

ปฏิทินแบบซีซาร์

           สมัยโรมัน เมื่อจูเลียส ซีซาร์ มีอำนาจปรากฎว่าการนับวันเดือนปี ทางจันทรคติคลาดเคลื่อนไปถึง ๓ เดือน คือแทนที่จะเป็นฤดูหนาวกลับกลายเป็นฤดูใบไม้ร่วง ซีซาร์จึงยกเลิกวิธีนับปีตามจันทรคติ และใช้สุริยคติแทน นักดาราศาสตร์ของโรมัน ขณะนั้นคำนวณแล้วประกาศขยายปีออกไปเป็น ๔๔๕ วัน เพื่อให้ระยะเวลาเดือนและฤดูตรงกับความเป็นจริง ในปีต่อมาให้มีเวลา ๓๖๕ กับ ๑/๔ วัน แต่เพื่อไม่ยุ่งยากแก่การนับจึงกำหนดให้ปีปรกติมี ๓๖๕ วัน ซึ่งขาดไป ๖ ชั่วโมง หรือ ๑/๔ วัน พอครบ ๔ ปีเป็นปีอธิกสุรทิน ซึ่งมี ๓๖๖ วัน ปฏิทินระบบของซีซาร์เริ่มประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๔๙๗  การทำปฏิทินสมัยซีซาร์ ได้กำหนดให้เดือนต่าง ๆ มี ๓๑ และ ๓๐ วัน สลับกันเว้นแต่เดือนกุมภาพันธ์ มี ๒๙ วัน ถ้าเป็นปีอธิกสุรทินจึงเพิ่มอีกวันเป็น ๓๐ วัน

ปฏิทินแบบยูเลียน

           ต่อมาสมัยจักรพรรดิออกุสตุส (พ.ศ. ๔๘๐ – ๕๕๗) ครองจักรวรรดิโรมัน ใน พ.ศ. ๕๑๗ ได้ทรงปรับปรุงโดยเทียบกับปฏิทินอียิปต์ ที่กำหนดให้เดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน และมีวันเพิ่มอีก ๕ วัน ซึ่งเรียกว่าอธิกวาร ได้ลดเดือนกุมภาพันธ์ลงเหลือ ๒๘ วัน ถ้าเป็นปีอธิกสุรทินจึงเพิ่มเป็น ๒๙ วัน วันที่ขาดไปหนึ่งวันให้เพิ่มเดือนสิงหาคม ซึ่งเดิมมี ๓๐ วัน เป็น ๓๑ วัน ปฏิทินแบบนี้มีชื่อเรียกว่า แบบยูเลียน แม้จะใช้สะดวกแต่มีข้อบกพร้อง คือ กำหนดให้ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน เกินกว่าเวลาจริงที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ปี ๑๑ นาที ๑๔ วินาที ฉะนั้นในเวลา ๑๒๘ ปี จะผิดเวลาจริงไปราว ๑ วัน ถ้าเวลาล่วงเลยไปหลายร้อยหลายพันปี ก็ยิ่งผิดวันมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ปฏิทินแบบเกรกอรี่

           ใน พ.ศ. ๒๑๒๕ สันตะปาปา เกรกอรี่ ที่ ๓๓ แห่งโรม (พ.ศ. ๒๑๑๕ – ๒๑๒๘) ได้ประกาศยกเลิกปฏิทินแบบเก่าหรือยูเลียนให้ใช้แบบใหม่เรียกว่า แบบเกรกอเรียน โดยกำหนดเพิ่มจากปฏิทินยูเลียน ว่าถ้าปีใดตรงกับปีศตวรรษ เช่น ค.ศ. ๑๗๐๐ ๑๘๐๐ ๑๙๐๐ ฯลฯ ห้ามมิให้เป็นปีอธิกสุรทิน เว้นแต่ปีนั้นหารด้วย ๔๐๐ ลงตัว เช่น ค.ศ. ๑๖๐๐ ๒๐๐๐ ๒๕๐๐ คงเป็นอธิกสุรทินตามเดิม การกำหนดเช่นนี้ทำให้ปีปรกติมี ๓๖๕ วัน ๕ ชั่วโมง ๔๙ นาที ๑๒ วินาที เวลาต้องล่วงไป ๓๓๒๐ ปี จึงจะผิดเวลาจริง ๑ วัน ซึ่งนานพอจะใช้เป็นหลักกำหนดเวลาได้ใกล้เคียงที่สุด ระบบปฏิทินนี้ได้แพร่หลายนิยมใช้ในยุโรป และทั่วโลก

สนใจไปดูที่  http://www.culture.go.th/k_day.php?F=newyear&FF=03 

คม ยน พันธ์ มาจากไหน แปลว่าอะไร

           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงตั้งชื่อเดือนเป็นภาษาไทย(เชื้อสายแขก) เมื่อเปลี่ยนปฏิทินจากจันทรคติมาเป็นสุริยคติ ก่อนหน้านั้นเรามีเดือนอ้ายเดือนยี่ เดือนสามเดือนสี่ ตามลำดับ

ในสมับพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เรายังไม่มีชื่อเดือนใช้ ถ้าไปอ่านพระราชนิพนธ์ไกลย้านจะพบว่าทรงใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ เช่นเดือน แยนยัวรี ออกโตเบอ เป็นต้น ส่วนชื่อของวันมีใช้กันมานานแล้วในหมู่พวกโหร

ชื่อของเดือนก็ได้มาจากชื่อของกลุ่มดาวที่ใช้แบ่งเขตท้องฟ้าตามแนวสุริยวิถี เมื่อมองจากโลกแล้วเห็นว่าพระอาทิตย์อยู่ที่ราศีไหน วิธีมองก็มองตอนท้องฟ้ทางทิศตะวัรออกก่อนพระอาทิตย์ขึ้นมาแลเห็นกลุ่มดาวไหน เพราะถ้าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วแสงอาทิตย์จะบดบังแลไม่เห็นดาว อย่างเช่นเดือนนี้คือเดือนกันยายน จะแลเห็นกลุ่มดาวเป็นรูปผู้หญิง Virgo กันยา หรือกัลยาก็คำเดียวกัน แต่ Virgo ของฝรั่งคือสาวพรหมจารี virgin เดือนตุลาคม จะเป็นกลุ่มดาวรูปคันชั่ง Libra ซึ่งหมายถึงความเที่ยงธรรมแบบที่ศาสหรือตุลาการท่านเอาตาชั่งมาทำเป็นเครื่องหมายของศาล เรื่องนี้ถ้าจะพูดยาวไปจะกลายเป็นตำราหมอดูโหราศาสตร์

เอาเป็นว่าราศี มังกร กุมภ์ มีน เมษ พฤษภ ของโหร ก็กลายมาเป็นเดือน มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม ตามลำดับ เพราะในระหว่างเดือนนั้น ๆ ถ้ามองจากโลกจะเห็นพระอาทิตย์อยู่ที่ราศีนั้น แต่พระปรีชาอันยอดเยี่ยมของพระมหาธีรราชเจ้ารัชกาลที่ ๖ ก็คือลงท้ายชื่อของเดือนเป็นพันธ์ คม หรือยน เพื่อให้ทราบว่าเดือนนั้นมีกี่วัน

ของจีนและญี่ปุ่น ชื่อเดือนใช้เดือน หนึ่ง สอง สาม สี่ ไปตามลำดับ ดูแล้วไม่ทราบว่าเดือนนั้นมีกี่วัน

"คม" และ "ยน"  มาจาก "อาคม" และ "อายน" แปลว่า "การมาถึง" ส่วน "พันธ์" มาจาก  "อาพันธ์" แปลว่า "การผูก"

อาคม จะใช้กับเดือนที่มี ๓๑ วัน

อายน จะใช้กับเดือนที่มี ๓๐ วัน

อาพันธ์ จะใช้กับเดือนที่มี ๒๘ วัน (๔ ปี จะมี ๒๙ วัน ครั้งหนึ่ง) ซึ่งก็คือ เดือนกุมภาพันธ์ นั่นเอง

เมื่อเอามารวมเข้ากับการหมุนไปของจักรราศี ซึ่งเป็นการนับแบบสุริยคติ อย่างที่คุณ * อธิบาย โดยวิธีการสนธิ (คนละเรื่องกับ ค.ป.ค.) ก็จะได้เป็นชื่อเดือน เช่น พระอาทิตย์โคจรเข้าราศีมังกร  (มกร) ก็จะนำเอาชื่อราศีมาตั้งเป็นชื่อเดือน มกร + อาคม = มกราคม แปลเป็นไทยว่า "การเข้ามาถึง (ของพระอาทิตย์ ยัง) ราศีมังกร"

ประเทศไทยได้ประกาศใช้ปฏิทินแบบใหม่ตามสุริยคติ อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และทางศาสนาได้เปลี่ยนตามเมื่อ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕


 

ปีนักษัตร

คำว่านักษัตร หรือปีนักษัตร คือ ชื่อรอบเวลา มีกำหนด ๑๒ ปี เป็นหนึ่งรอบ โดยกำหนดให้สัตว์เป็นเครื่องหมายในปีนั้น ๆ ซึ่งกำหนดขนานนามมาจาก กลุ่มดาวประจำที่ หรือดาวนักษัตรในท้องฟ้า ที่เพ่งตามจุดกลุ่มดาวเห็นเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น หนู วัว (โค) เสือ ฯลฯ แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องหมายดังกล่าว เรียกโดยรวม ๆ ว่า ปีนักษัตรเวลาเรียกแยก เรียกเต็ม ๆ ปีชาดนักษัตร ปีฉลูนักษัตร ปีขาลนักษัตร ฯลฯ ต่อ ๆ มาเห็นว่ายาวไป เลยเรียกเพียงปีชาด ปีฉลู ปีขาล ฯลฯ หรือเรียกให้สั้นลงไปอีกเหลือ เพียง ชวด ฉลู ขาล เถาะ ฯลฯ
ปีนักษัตร เป็นที่นิยมทั่วไป ทั้งไทย จีน แขก (บาลี) ใช้ตรงกันในด้านความหมายหรือสัตว์ประจำปี เพียงแต่เรียกหรือออกเสียงต่างกัน ดังจะเทียบต่อไปนี้

 

ไทยกลาง

ไทยเหนือ – อีสาน

แขก(บาลี)

จีน

สัตว์หรือความหมาย

ชวด

ไจ๊

มุสิก

จี๋ว

หนู

ฉลู

เป๊า

อุสภ,อุสุภ

ทิ้ว

วัว, โค

ขาล

ยี

พยัคฆ์

อิ๋น

เสือ

เถาะ

เม้า

สส สสะ

เป๊า

กระต่าย

มะโรง

สี

นาค

สิน

งูใหญ่

มะเส็ง

ไซ้

สัปปก

จี๋

งูเล็ก

มะเมีย

ซง้า, สะง่า

อัสส, อัสสะ

โง้ว

ม้า

มะแม

ซง้า, สะง่า

เอฬก

บี้

แพะ

วอก

ซง้า, สะง่า

กปิ

ซิน

ลิง

๑๐

ระกา

เล้า

กูกกุฏ

อิ๊ว

ไก่

๑๑

จอ

เส็ด,เซ็ด

โสณ

ซุด

หมา

๑๒

กุน

ไก๊

โสณ

ไห

หมู

หมายเหตุ สำหรับภาคเหนือของไทย สมัยก่อน แม้ในสมัยปัจจุบันบางส่วน) ถือว่าปีมะโรง หมายถึงนาค และปีกุน หรือ พญานาค หมายถึง ช้าง (จ๊าง)

ขอขอบคุณ http://topicstock.pantip.com 

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Tag Cloud

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: